SCIENCE AND WEAPON SYSTEM DEVELOPMENT CENTER



ศวอ.ทอ. กับงานวิจัย โดย F23
กรณีศึกษา: การขายพ่วงระบบฟอกอากาศและฆ่าเชื้อโรคกับ
เครื่องปรับอากาศ คุ้มค่าหรือว่าจำเป็น ???


วันนี้ F23 ขอเปิดประเด็นเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศด้วยข้อมูลเพียบเช่นเคย มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วว่า เมื่อจะเข้าหน้าร้อน (มาก) เราก็จะได้เห็นการระดมโฆษณาแข่งขันขายเครื่องปรับอากาศผ่านทางสื่อต่างๆ สารพัน ก็เครื่องปรับอากาศหรือแอร์มันกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายค่าไฟฟ้าและค่าเครื่องไปแล้ว
กรณีศึกษาคราวนี้ ผมจะเจาะประเด็นเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่ใช้ภายในบ้านพักอาศัย ซึ่งเป็นตลาดหลักของบรรดาผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ การเลือกซื้อโดยรู้เท่าทันเทคโนโลยีจะช่วยให้ท่านประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ไม่ต้องทนใช้จนกว่าเครื่องจะพัง (เหมือนผม) จะขายต่อก็ไม่ได้ราคา ทนใช้ต่อไปก็กินไฟเหลือเกิน จะซื้อใหม่ก็ไม่รู้ว่าจะเอาเครื่องเก่าไปวางเก็บไว้ที่ไหน ตัดสินใจไม่ถูก โฆษณาที่ออกมาใหม่ก็เย้ายวนชวนซื้อเสียเหลือเกิน

คคบ. สั่งปรับโฆษณาเกินจริง
จากกรณีที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) มีมติสั่งลงโทษปรับบริษัท มหาจักรดีเวลลอปเมนต์ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศยี่ห้อดัง "มิตซูบิชิ เฮฟวีดิวตี้" (คนละบริษัทกับยี่ห้อ "มิตซูบิชิ มิสเตอร์สลิม" นะครับ) เนื่องจากจงใจโฆษณาทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้า โดยบางตอนของโฆษณาบอกว่า สามารถฆ่าเชื้อไวรัสโคโรน่า ไข้หวัดใหญ่ เชื้อวัณโรค เชื้อแอนแทรกซ์ ราดำ ราน้ำเงิน และแบคทีเรียที่ล่องลอยในอากาศได้ โดยไม่มีผลการทดลองทางวิทยาศาสต์มาอ้างอิง จึงสั่งปรับบริษัทฯ 50,000 บาท กับกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 2 คนๆ ละ 50,000 บาท

และ คคบ. ยังมีมติสั่งบริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศยี่ห้อ "ชาร์ป พลาสม่าคลัสเตอร์" ที่โฆษณาว่า สามารถฆ่าเชื้อโรคและสลายกลิ่นอับชื้นได้ทันที ในทุกที่ที่อนุภาคไฟฟ้าที่เครื่องสร้างขึ้นกระจายไปถึง ซึ่งอ้างอิงผลการทดลองในห้องที่มีสภาพแวดล้อมจำกัด โดยสั่งปรับบริษัท 50,000 บาท และกรรมการผู้ลงนาม 2 คนๆ ละ 50,000 บาท ทั้งให้แก้ไขโฆษณา

ทั้ง 2 กรณี หากเราพิจารณาอย่างคนนอกในฐานะผู้บริโภค นี่ก็เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้บริโภคให้ใช้สติพิจารณาก่อนที่จะปักใจเชื่อถือคำโฆษณา ยังมีเครื่องปรับอากาศอีกหลายยี่ห้อในปัจจุบันที่ชูประเด็นการฟอกอากาศ การฆ่าเชื้อโรค การยับยั้งการเกิดเชื้อราและแบคทีเรีย ด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่างกันออกไป และยังไม่ถูก คคบ. จัดการ !!!
ลองมาดูกันว่า เทคโนโลยีการฟอกอากาศ การฆ่าเชื้อโรค การยับยั้งการเกิดเชื้อราและแบคทีเรีย ที่บรรดาผู้ผลิตทั้งหลายอ้างมานั้นมีอะไรกันบ้าง

ระบบฟอกอากาศ
มีการใช้ชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษที่แตกต่างกันไป เช่น Air Cleaner, Air Purifier, Air Filter หรือ Air Treatment System ก่อนจะไปสู่ระบบฟอกอากาศที่ใช้กับเครื่องปรับอากาศ เรามาดูต้นตอกันก่อนว่า อากาศในห้องที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศจำเป็นต้องมีระบบฟอกอากาศหรือไม่

ห้องแอร์จัดเป็นห้องปิดและอับ ซึ่งเป็นแหล่งสะสมมลภาวะดังต่อไปนี้
- ฝุ่น ที่ติดมากับตัวคนหรือเสื้อผ้า และที่เล็ดลอดเข้ามาจากภายนอกห้อง
- ตัวไรฝุ่น ที่มักจะอยู่ในเครื่องนอน โซฟา
- เส้นผมของคน ขนและเศษหนังของสัตว์เลี้ยง
- มลพิษและก๊าซที่ไม่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง ฯลฯ
- เชื้อโรค เชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัสต่างๆ เนื่องจากห้องแอร์มีอุณหภูมิต่ำ เหมาะต่อการเจริญเติบโต
ห้องแอร์หากไม่ได้รับการทำความสะอาดได้หมดจดอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวก็ยิ่งเป็นแหล่งสะสมของโรคภัย ในทางปฏิบัติเราก็ไม่สามารถจะซักล้างหรือตากแดดห้องแอร์ได้ นอกจากจะเช็ดถูดูดฝุ่น ทำการระบายอากาศ แต่ถ้าเราอาศัยอยู่ในเมือง การระบายหรือหมุนเวียนอากาศก็ยิ่งเป็นการนำฝุ่นและควันพิษจากภายนอกเข้ามาในห้องแอร์

ห้องแอร์จึงควรมีเครื่องฟอกอากาศให้สะอาด (ขอย้ำว่า ในกรณีที่ท่านขี้เกียจทำความสะอาดห้องบ่อยๆ)
ระบบฟอกอากาศที่ใช้กับเครื่องปรับอากาศทุกวันนี้มีอยู่ด้วยกันหลายระบบ ได้แก่

1. ระบบแผ่นฟอกอากาศ (Filter) หรือตะแกรงประจุ (Electrostatic Filter) ที่อยู่ภายในเครื่อง (เช่น Double A.P.S., Enzyme Filter, D.S. Plasma ) จะดีสำหรับการดักจับฝุ่น ควัน เพราะจะถูกดูดเข้ามาในเครื่อง แต่จะไม่ได้ผลในกรณีที่ผู้ใช้แอร์ไม่ยอมเปลี่ยนแผ่นฟอก หรือทำความสะอาดตะแกรงประจุบ่อยๆ

สำหรับการจัดการกรองอนุภาคฝุ่นที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าให้หมดไป มีการกรองละเอียด 2 ระดับ คือ HEPA กรองฝุ่นตั้งแต่ 0.3 ไมครอนขึ้นไปได้ 99.97% ส่วนใหญ่จะมีในแอร์ราคาประหยัด และ ULPA กรองฝุ่นตั้งแต่ 0.1 ไมครอนขึ้นไปได้ 99.999% ดังนั้นตอนเลือกซื้อแอร์ เราต้องดูสเปกด้วยว่ากรองฝุ่นได้ถึงระดับไหน
สำหรับเชื้อโรคบางชนิดก็สามารถถูกดักจับได้เหมือนกัน แต่ก็ติดปัญหาที่ว่ามันไม่ตาย แถมยังมาสะสมอยู่ภายในเครื่อง สังเกตได้จากการมีกลิ่นอับชื้นตอนเปิดแอร์ ซึ่งเป็นกลิ่นอับชื้นจากเชื้อราภายในเครื่อง ทำให้เราเกิดอาการภูมิแพ้ได้ เช่น จาม คัดจมูก ซึ่งอาจจะพัฒนาเป็นโรคหอบหืดโรคทางเดินหายใจในภายหลังได้

2. ระบบพ่นอนุภาคไฟฟ้าออกมานอกเครื่อง แบ่งเป็น ระบบพ่นอนุภาคไฟฟ้าลบ (-) เพียงอย่างเดียว และระบบพ่นอนุภาคไฟฟ้าบวก (+) และลบ (-) ทั้งคู่
ออกมานอกเครื่อง (เช่น ระบบ Ioniser ระบบ Daiseikai)


ระบบพ่นอนุภาคไฟฟ้าลบ

จะมีผลทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่มีผลต่อการฆ่าเชื้อโรค ช่วยสลายกลิ่นอับชื้น ส่วนระบบพ่นอนุภาคไฟฟ้าบวกและลบ ออกมานอกเครื่อง (เช่น ระบบ Plasma Cluster)

ซึ่งผลการทดลองในห้องแล็บที่มีสภาพแวดล้อมจำกัด พบว่าสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ได้ รวมถึงสามารถช่วย
สลายกลิ่น ระบบพ่นอนุภาคไฟฟ้าออกมานี้เป็นเทรนเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งยังคงมีความนิยมต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน แอร์รุ่นใหม่ดูดอากาศเข้า ดักจับฝุ่นละออง ดับกลิ่น ปล่อยอากาศสะอาดและประจุลบออกมา เบ็ดเสร็จภายในเครื่องเดียว

3. ระบบแผ่นกรองสลายกลิ่น ก๊าซพิษ สารระเหย มักใช้แผ่นกรองบรรจุถ่านกัมมันต์ คาร์บอน คาเตคิน ซีไอไลท์ บ้างก็เพิ่มความเข้มข้นออกซิเจน หรือปรับกลิ่นด้วยโรสแมรี่

4. ระบบนาโนเทคโนโลยี เทรนใหม่ของปีนี้ เช่น ระบบ Nano TiO2 ซึ่งเป็นระบบการกำจัดเชื้อโรคและมลพิษภายในอากาศ โดยใช้กระบวนการ Photocatalytic Oxidation Process นำแสงอุลตร้าไวโอเลตชนิด A (UV-A) ที่จัดว่าให้พลังงานในหน่วยเล็กมาก (Nano) รวมเข้ากับนาโนไททาเนียมไดออกไซด์ (TiO2) ทำให้เกิดอนุภาค Hydroxyl Radicals (OH) และอนุภาค Super Oxide Ions (O2-)
เจ้าอนุภาคทั้ง 2 ตัวนี้ จะทำหน้าที่ไปดึงอะตอมของไฮโดรเจนและคาร์บอนซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตออกจากผนังเซลล์เชื้อโรค รวมถึงสารที่ก่อให้เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้เชื้อโรคและมลภาวะต่าง ๆ แตกสลายกลายไปเป็นสารที่มีอยู่ในธรรมชาติและไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ระบบนี้มีในเครื่องซักผ้าของฮิตาชิรุ่นใหม่ด้วย

ระบบนาโนจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อมี UV-A มากระตุ้น ซึ่งปกติแล้วแสง UV-A ก็สามารถฆ่าเชื้อโรคได้อยู่แล้ว แค่ดูดอากาศมาผ่านแสง UV-A แต่ในระบบ Nano TiO2 นั้นมีกระบวนการสร้างอนุภาคเพิ่มมาอีก 2 ตัวเพื่อฟอกอากาศได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ระบบฟอกอากาศด้วยนาโนเทคโนโลยี ในปีนี้ยังมีอยู่ 2-3 ยี่ห้อ เช่น ไดกิ้น และยอร์ค และถ้าระบบนาโนเก่งจริงเหมือนที่อ้างมา ไม่เกินปีแอร์ยี่ห้ออื่นต้องทำตามแน่นอน แต่อาจจะใช้ชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป

5. ระบบโอโซน (Ozoniser) โอโซน (O3) เป็นก๊าซซึ่งเกิดจากการรวมตัวของออกซิเจน 3 อะตอม มีกลิ่นคล้ายหญ้าสดที่เพิ่งถูกตัดใหม่ๆ มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรค รักษาโรคผิวหนัง กำจัดสารตกค้างและสารโลหะหนัก ตอนยุคชีวจิตกำลังดัง เครื่องผลิตก๊าซโอโซนขายดีมาก นิยมนำมาอัดก๊าซลงในน้ำสำหรับล้างทำความสะอาดผัก

ตัวก๊าซโอโซนเองเป็นก๊าซพิษต่อมนุษย์เมื่อมีความเข้มข้นในอากาศเกิน 0.05 ppm. แต่จะอยู่ในธรรมชาติได้ประมาณ 15 -20 นาทีก็จะแตกตัวกลับไปเป็นก๊าซออกซิเจน (O2) และออกซิเจนอะตอมเดียว (O-) ออกซิเจนเป็นก๊าซเอื้อชีวิต ทำให้ร่างกายสดชื่น ส่วน O- เป็นประจุลบ ช่วยกำจัดกลิ่น เร่งการย่อยสลาย ทำลายแหล่งอาหารของแบคทีเรีย และสร้างปฏิกริยาออกซิไดซ์กับก็าซพิษ เช่น คาร์บอนมอนนอกไซด์ ซัลเฟอร์ออกไซด์ หรือไฮโดรเจนไซยาไนซ์ เปลี่ยนเป็นก๊าซไม่มีพิษ


ทุกระบบฟอกอากาศที่กล่าวมายกเว้น แผ่นกรองอากาศ มีผลต่อราคาของเครื่องปรับอากาศทั้งสิ้น และเป็นสัดส่วนโดยตรงกับราคาจากรุ่นที่ไม่มีระบบฟอกอากาศ ตัวอย่างเช่น แอร์พานาโซนิก รุ่นธรรมดา 12,000 บีทียู ราคา 16,000 บาท แต่พอเป็นรุ่น Super Ionizer สเปกเหมือนเดิม แต่ราคาเพิ่มเป็น 21,000 บาท และถ้าเป็นรุ่นเพิ่มออกซิเจน จะมีราคา 23,500 บาท เป็นอย่างนี้ทุกยี่ห้อ คือ มีส่วนต่างตั้งแต่ 5,000 - 10,000 บาท

ยิ่งไปกว่านั้น บางแอร์ยี่ห้อไม่มีรุ่นประหยัด จะขายพ่วงระบบฟอกอากาศทุกรุ่น จะเรียกว่ามัดมือชกก็ไม่เชิง แต่ที่แน่ๆ ทุกยี่ห้อที่เป็นแบรนเนมจะมีระบบฟอกอากาศให้เลือก กลับมาคำถามที่ว่า ระบบฟอกอากาศในเครื่องปรับอากาศจำเป็นหรือคุ้มค่าหรือไม่ จะให้ตอบแบบฟันธงไปเลยคงยาก สำหรับผมหลังจากศึกษาข้อมูลมาพอสมควร ผมจะเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศที่มีคุณสมบัติต่อไปนี้ครับ

เครื่องปรับอากาศในดวงใจ

1. เป็นยี่ห้อที่บริษัทผู้ผลิตมีชื่อเสียง มีตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการที่เชื่อถือได้ เพราะการผลิตได้มาตรฐาน มีคุณภาพ ให้กำลังเย็นเต็มบีทียู แอร์ประกอบเลิกคบ

2. มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เพราะได้รับการทดสอบยืนยันความสามารถในการทำความเย็นมาแล้ว (ระวัง !!! เบอร์ 5 ปลอม ในแอร์โนเนม)

3. มีค่า EER (Energy Efficiency Ratio) ตั้งแต่ 9 ขึ้นไป ค่า EER ยิ่งมาก ยิ่งประหยัด ปัจจุบันที่เห็นสูงสุดประมาณ 12 ไม่ต้องสนใจว่าใครจะโฆษณาว่าประหยัดมากกว่า 30 - 50 เปอร์เซ็นต์ ดูค่า EER ชัวร์สุด ถ้าไม่มีค่า EER ไม่เลือก

4. มีระบบฟอกอากาศที่ถอดล้างทำความสะอาดเองได้ง่าย แต่จะไม่เลือกระบบฟอกอากาศชนิดที่พ่นประจุไฟฟ้าออกมาฆ่าเชื้อโรค ยังไม่อยากเสี่ยง เพราะเซลล์เชื้อโรคยังตาย แล้วเซลล์ร่างกายถ้าสูดหายใจเข้าไปจะเป็นอย่างไรไม่กล้านึก ของพันธุ์นี้ต้องรอผลการวิจัยสักระยะหนึ่งก่อน แต่ถ้าเป็นรุ่นที่ดูดเชื้อโรคไปฆ่าในเครื่องก็พอไหว

5. มีระบบป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียแบบไม่ต้องถอดล้าง เพราะคอยล์เย็นของแอร์ทุกเครื่องจะมีความชื้นและหยดน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดเชื้อรา แบคทีเรีย และกลิ่นอับชื้น แถมเป็นต้นตอของการผุกร่อนเป็นสนิมด้วย

6. รับประกันคอมเพรสเซอร์ 5 ปี ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ทุกชิ้นอย่างน้อย 1 ปี

7. เงียบ … ทั้งคอยล์เย็นในห้อง และคอยล์ร้อนนอกห้อง ดูได้จากค่าเดซิเบลในสเปกของเครื่อง ไม่มีเสียงน้ำหยด เสียงเปรี้ยประจากประจุไฟฟ้าของระบบฟอกอากาศ อันนี้ต้องทดสอบฟังจากเครื่องจริง

8. หลังจากคอมเพรสเซอร์แบบโรตารีของมิตซูบิชิครองความเป็นเจ้าความประหยัดมาเป็นเวลานาน ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ประหยัดไฟกว่า ได้แก่ ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ที่คอมเพรสเซอร์จะเร่งความเย็นในช่วงเริ่มใช้งาน จากนั้นจะทำงานแบบต่อเนื่อง ไม่มีตัด เพื่อรักษาอุณหภูมิในห้องให้คงที่ หรือ ระบบนีโอเทค (NeoTech) ซึ่งมีระบบระบายความร้อนได้เร็วกว่าระบบทั่วไป ผ่านแผ่นผ้า นี้ก็ประหยัดไฟกว่า แต่ยังไม่แน่ใจเรื่องความทนทาน โดยเฉพาะอายุของแผ่นผ้าระบายความร้อน ทั้ง 2 ระบบส่วนใหญ่มีค่า EER จะอยู่ราวๆ 11 - 12

9. สุดท้ายสำคัญมาก คือ เลือกขนาดของบีทียูให้เหมาะสมกับขนาดของห้อง จำนวนคนในห้อง และการใช้งาน โดยผมมีสูตรที่คำนวณมาเรียบร้อยแล้วดังนี้

บีทียู/ชม. ขนาดห้อง (ตารางเมตร)
และห้องสูงไม่เกิน 3 เมตร
ห้องนอน ห้องนอนโดนแดด ห้องนั่งเล่น ห้องนั่งเล่นโดนแดด
12,000 16-22 14-20 16-20 14-18
15,000 20-28 18-26 20-26 18-23
18,000 24-33 21-30 24-30 21-27
24,000 32-44 28-40 32-40 28-36
30,000 40-55 35-50 40-50 35-45
36,000 48-66 42-60 48-60 42-54

** แอร์ 9,000 บีทียู ไม่แนะนำ เพราะห้องนอนส่วนใหญ่จะอยู่ชั้นบน ซึ่งต้องมีอย่างน้อย 1 ด้านที่โดนแดด และฝ้าหลังคาก็มีการสะสมความร้อนมาทั้งวัน ถ้าเป็นแฟลตหรือคอนโด ความร้อนจากผนังห้องข้างเคียงก็มีสิทธิ์แผ่เข้าในห้องเราได้เช่นกัน
** สำหรับห้องที่มีหน้าต่างกระจกหรือผนังกระจกหลายบาน โดยเฉพาะห้องนั่งเล่น มีการเข้า-ออกห้องบ่อยๆ ก็ต้องบวกบีทียูเผื่อให้มากขึ้นด้วย "เกินนิดหน่อย ดีกว่าขาดนิดหน่อย"

ถึงตอนนี้คงกระจ่างชัดขึ้นบ้างแล้วนะครับ สำหรับกรณีศึกษาเรื่องแอร์ ซึ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านในการเลือกซื้อแอร์ตัวใหม่ ที่มีอะไรต้องคิดมากว่าราคาเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นแอร์เพื่อสุขภาพ แอร์ประหยัดไฟ โฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง ราคาแอร์ที่แพงเกินเหตุเพราะขายพ่วงระบบฟอกอากาศ สุดท้ายผมก็ฟันธงถึงแอร์ในดวงใจของผม ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าเป็นยี่ห้อไหน รุ่นไหน แต่ถ้าเข้าเกณฑ์ 9 ข้อ ก็ซื้อเลย ไม่สนใจแรงเชียร์ของคนขายหรอก ขอให้มีความสุขกับแอร์ตัวใหม่รับหน้าร้อน (มหา) ร้อนนี้นะครับ
(เฮ้อ… ร้อนจริงๆ เมื่อไหร่พระพิรุณจะประทานฝนลงมาซะที เว้นมาหลายเดือนแล้ว ไม่สงสารเกษตรกรไทยตาดำๆ บ้างหรือไรครับ)